วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551

อาทิตย์ที่ 18,19&20 ลูกดิ้น

อาทิตย์ที่18 มาสะไม่อยู่ เป็นช่วงตรุษจีน วันเสาร์เลยกินข้าวที่บ้านน้องแอม เอาแต๊ะเอียไปแจกน้องๆ แล้วก็เล่นไพ่ต่อกับน้องแอม แล้วเลยค้างที่บ้านฝั่งธน นอนไม่ค่อยหลับเลย ได้ยินเสียงนกร้องตอนเช้าด้วย ตอนเริ่มนอน รู้สึกเหมือนลูกๆในท้องดิ้นเบาๆ มันมีความรู้สึกเหมือนกับตอนที่บางทีเอ็นที่ขากระตุกตุบๆอะไรอย่างนี้ แต่นี่มันมากระตุกเบาๆที่พุง

มีคนใช้เป็นคนลาวที่คุณเมธีแนะนำให้มาอยู่ด้วย เป็นเด็กลาวซ่งที่เคยทำงานในเมืองไทยมานานแล้ว เค้าแบบท่าทางช่างแต่งตัวมากเลย แต่งตัวทันสมัย แต่งหน้าทาปากแดงด้วย ก็ลองดู

อาทิตย์ที่ 19 มาสะกลับมา คุณเมธีให้ยืมเรื่อง Prison Break มาดูพร้อมกับนำเสนอสุดเดชให้ดูให้ได้เพราะสนุกมาก เลยชวนมาสะดู เริ่มดูตั้งแต่วันจันทร์ ทีนี้ละติดกันงอมแงม พอกินข้าวเย็นเสร็จ ก็รีบดูกันใหญ่ วันที่ 12 กุมภา พอกินข้าวเย็นเสร็จ ฉันก็นั่งๆนอนๆบนโซฟาดู Prison Break ปุ๊บ วันนี้รู้สึกว่าลูกดิ้นแรงมากจนรู้สึกเลย ยิ่งหนังตื่นเต้นแบบว่าลุ้นๆงี้ ลูกดิ้นตุ้บตั้บใหญ่ ฉันก็แบบบ่นๆกับมาสะว่า ดูหนังตื่นเต้น(บางฉากสยองด้วย)อย่างนี้ จะไม่ดีกับลูกรึเปล่าหว่า แต่พูดจบก็ดูต่อไป เพราะติดงอมแงม ไม่เป็นไร ข้อดีก็คือ ลูกจะได้เป็นวิศวกรที่ฉลาดเหมือนพระเอก

อาทิตย์ที่ 20 พบว่าพุงเบี้ยวตอนอาบน้ำ แบบว่าพุงข้างขวาจะนูนสูงกว่าข้างซ้ายมาก รู้สึกตลกมาก โทรไปเล่าให้มาสะฟัง ก็หัวเราะเหมือนกัน สังเกตุเห็นด้วยว่าเส้นดำกลางลำตัวใหญ่ชัดมาก เส้นนี้ภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า นินชินเซน แปลเป็นไทยได้ว่าเส้นคนท้องนั่นเอง

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551

อาทิตย์ 15,16&17

มาสะมักจะมีคนมาชมว่าหน้าตาดี เพื่อไม่ให้พี่แกเหลิง ฉันเลยต้องช่วยตอกย้ำปมด้อยของแกเสมอ(เขียนอย่างนี้แล้วฉันนี่มันดูเป็นอีป้าใจร้ายจังเลย) ปมด้อยของพี่แกคือแกมีขนหน้าแข้งเยอะ ทำให้แกหมดความมั่นใจในการใส่กางเกงขาสั้น รวมทั้งกางเกงว่ายน้ำ (ถ้ามาสะรู้ว่าเอาปมด้อยมาเผาขนาดนี้ ฉันจะรอดมั๊ยเนี่ย) และเรื่องขนและผมต่างๆ ก็เป็นเรื่องเซนสิทีฟสำหรับแกมากเช่นกัน

ช่วงตรุษจีนฉันไปซื้อของที่ตั้งฮั่วเส็งกับแม่สองคน เค้าลดแหลกแจกแถม มีแจกคูปองเงินสด 100 บาท ฉันไม่รู้จะเอาไปซื้ออะไรดี พอดีผ่านแผนกขายของจุกจิก เลยคิดว่าซื้อกรรไกรตัดขนจมูกไปฝากมาสะดีกว่า เพราะชอบมาแย่งกรรไกรตัดขนคิ้วฉันไปใช้ ยี้ สกปรก! ไปมานึกได้ว่า Ojji ยังไม่มีกรรไกรเอาไว้เล็มขน นานๆทีฉันใช้กรรไกรตัดขนคิ้วฉันเล็มขนหูให้ Ojji เหมือนกัน (ใช้กันทั้งครอบครัว) กลับมาบ้าน ก็บอกมาสะว่า "ว่าจะซื้อกรรไกรตัดขนจมูกให้เธอนะ แต่ซื้อมาตัดขนให้ Ojji ก่อน"

เวลาผ่านไป เมื่อวานนี้มาสะกลับบ้านเร็ว ฉันเลยใช้
"มาสะอุ้ม Ojji ขึ้นแท่นหน่อยจะตัดผมม้าให้ อ๊ะ! แต่ลืมกรรไกร เธอไปหยิบให้หน่อย"
มาสะ "กรรไกรอันไหน"
"อันที่วางบนโต๊ะไง"
"หา! อันนั้นกรรไกร Ojji เหรอ" มาสะทำหน้าช๊อค
ฉันขำกลิ้งตัวงอ "เธอจะบ้าเหรอ เอากรรไกรโอ๊จจิไปตัดขนจมูกเหรอ อันเบ้อเร่อขนาดนั้น ยัดเข้าไปในรูจมูกได้ไงฟะ" นึกสภาพตามนะคะ กรรไกรอันใหญ่มาก พี่แกดันฟังผิดนึกว่ากรรไกรของแกมาตลอด อดทนใช้มาตลอดสองเดือนแล้วอ่ะ

อาทิตย์ 15
อาทิตย์นี้อาการปวดหัวหายไปแล้วหลังจบ 4 เดือน อยู่บ้านเลยเอาโน๊ตเปียโนของไบเอลที่เคยหัดเล่นเองสมัยอยู่ญี่ปุ่นมาปัดฝุ่น

ช่วงนี้มีอาการนอนตื่นกลางดึกแล้วก็นอนไม่หลับไปเป็นชั่วโมงๆ และเริ่มอึดอัดท้องเวลานอน เหมือนมีเด็กอยู่ในท้องความรู้สึกทำนองนั้น นอนทีพลิกตัวจะหนักและเจ็บ

วันที่ ๒๐ มกรา มาสะพาไปซื้อของ ฉันซื้อกกนคนท้องเพราะอ่านเจอจากหนังสือญี่ปุ่นว่าถ้าไม่ใส่พุงจะห้อย(ไม่รู้อ่านผิดรึเปล่า) ตัวละตั้ง 400 กับอีกแบบ 800 มาสะเลยถามฉันว่าพวก worker san (ผู้ใช้แรงงาน) เค้าจะซื้อใส่ได้ไงเนี่ย ฉันเลยตอบไปว่า เค้าคงซื้อกกนตัวใหญ่ๆเอามั๊ง ไม่รู้เหมือนกัน

อาทิตย์ 16 & 17
ปลายมกราคม มาสะไปทำงานที่โตเกียว เลยไปเยี่ยมบ้านด้วยเลย เพราะว่าสงกรานต์ปีนี้ฉันไปญี่ปุ่นด้วยไม่ได้ และตอนนั้นก็ใกล้คลอด เลยให้มาสะไปเยี่ยมเลยคนเดียว

วันที่ 2 มกรา มาสะยังไม่กลับ พ่อกับแม่พาไปหาหมอ มาสะอยู่ที่ญี่ปุ่นลุ้นมาก นึกว่าหมอจะอัลตราซาวด์ จะได้รู้เพศ โทรมาถามตลอด แต่ว่าหมอแค่ฟังเสียงหัวใจ บอกว่าเด็กๆแข็งแรงดีมาก เลยต้องรอลุ้นกันต่อไป อาทิตย์ที่ 17 นี้ น้ำหนักฉันพุ่งขึ้นเป็น 46 กก ตั้งแต่เกิดมา เพิ่งเคยหนักเท่านี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และทีท่าว่าจะพุ่งต่อไปๆ

อาทิตย์ 13&14

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พ่อโทรมาตอนเช้าบอกว่า น้าสาวและน้าเขยที่เป็นคนจู้จี้ละเอียดลออช่างติไฮโซ อยากมาเยี่ยมบ้านคืนนี้ ทำเอาฉันตกอกตกใจ รีบให้คนใช้จัดบ้าน เอาของรกๆไปแอบให้หมด ผักชีโรยหน้าราวกับจะมีหนังสือบ้านและสวนมาถ่ายไปลงปก พอได้เวลาฉันก็ลุ้นระทึก มาถึงน้าทั้งสองชมบ้านเราเปาะ ตั้งแต่รั้ว ข้างในก็ชมว่าออกแบบสวยมาก เข้ากันไปหมด สถาปนิกเก่ง ฉันงี้หน้าบาน ขอขอบคุณพี่อุ่นและหิ่งห้อยมากๆจ้ะ (เนื่องจากน้าช่างติ แน่นอนก็มีติฝีมือช่างก่อสร้างบ้าง แหมถ้าไม่ติเลยก็เสียชื่อหมดสิเนอะ)

หมู่นี้อ่านเจอว่าร้าน Krispy Kreme โดนัทอร่อยมาก ไปเปิดสาขาที่ญี่ปุ่น คนก็เข้าคิวซื้อกันตรึม มาสะถึงกับอยากซื้อเฟรนไชส์มาเปิดที่เมืองไทยบ้าง แล้วก็อ่านเจอว่าที่เมืองไทยมีโดนัทออกใหม่ชื่อ Daddy Dough เห็นว่าอร่อยมากระดับเดียวกัน ไว้อาทิตย์นี้ต้องไปลองกินให้ได้

อาทิตย์ 13

วันที่ 31 ธันวา เป็นวันที่คนญี่ปุ่นมีธรรมเนียมต้องไปกินโซบะ เพื่อเป็นเคล็ดว่าอายุจะได้ยืนยาวไปอีกเหมือนเส้นโซบะ พวกเราก็ชวนพ่อแม่ไปกินที่ร้านอิชชิน ร้านขายโซบะที่อยู่หลังเอ็มโพเรียม คนญี่ปุ่นมากันแน่นร้าน พ่อฉันชอบกินร้านนี้มาก ที่จริงชวนพ่อกับแม่ไปกินทุกปีเลยตั้งแต่กลับมาจากญี่ปุ่น ไม่ได้แอบแฝงนะแต่แม่เลี้ยงตลอด :P

ไปเดอะมอลล์บางกะปิ พามาสะไปซื้อเสื้อทำงานยี่ห้อโปรดของพี่แก โชคดีเค้าลดราคา 40% ซื้อเสื้อให้มาสะเสร็จกะว่าจะเดินข้ามฝั่งไปซื้อการ์ตูน โนะดาเมะ ปรากฎว่าระหว่างทาง ฉันเห็นเดรสที่นำมาเป็นชุดคลุมท้องได้ เลยซื้อมา 4 ตัว โชคดีจริงๆที่ตอนนี้เค้าฮิตเดรสสไตล์พองๆ เลยไม่ต้องไปซื้อชุดคลุมท้องที่ไม่น่ารักและราคาแพง ซื้อเดรสสีสันมาสองตัว และ สีดำมาสองตัว (ต่อมาพบว่าเดรสดำมีประโยชน์มาก เพราะข้าราชการเค้าบังคับให้แต่งชุดดำ เลยได้ใส่คุ้ม)

วันที่ 1 มกราคม
มาสะสั่งให้พัก ห้ามไปเที่ยว เพราะเมื่อวาน ช๊อปปิ้งทั้งวันซะเหนื่อย ตกเย็นพ่อกับแม่มาชวนไปกิน MK ที่บิ๊กซีแถวบ้าน

วันที่ 2 มกราคม
กินข้าวเช้าแล้วไปเดินเซ็นทรัลบางนา ฉันรู้สึกหิวน้ำมากตอนไปถึง แต่ไม่ได้ซื้อกินทันที เพราะมัวแต่ช๊อปปิ้งเข็มขัดให้มาสะเพลิน พอเสร็จแล้วถึงไปกินซิสเลอร์ ฉันอาการแย่ทันที เหนื่อยและปวดหัวมาก คงเป็นเพราะขาดน้ำและน้ำตาล (ไปกินซิสเลอร์เจอเด็กป๋าต้นด้วย น้องเค้าเอาน้ำมาให้กินฟรีอีกแล้ว) เดินซื้อของต่อไม่สนุกเลย กลับมาบ้านต้องกินพาราอีก 1 เม็ด ไม่อยากกินเลย แต่ว่าปวดหัวเหลือเกิน

อาทิตย์ 14
เสาร์ที่ 12 มกรา ไปกินอาหารอิตาลีที่ร้านดูรีโอ เป็นเซ็ทอาหารกลางวัน แบบว่าเลือกได้สามอย่าง เช่น สลัด พาสต้า หรือ พิซซ่า และขนม ปริมาณที่เค้าให้มามหาศาลมากพิซซ่าก็ถาดใหญ่แบบกินได้สามคนทำนองนี้ อาหารที่นี่ก็อร่อยเหมือนร้านอิตาลี่อื่นๆ แต่ที่สำคัญขนมพันนาคอตตาที่เป็นเหมือนพุดดิ้งที่ทำด้วยครีมชีสของที่นี่อร่อยมาก ยังไม่เคยกินที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่เลย

หลังจากกินจนพุงกางซะขนาดนั้น ก็ไปหาหมอ ชั่งน้ำหนักได้ 43 กิโล ตรวจเลือด หมอบอกว่าฉันไม่เป็น HIV ไม่เป็นไวรัสตับและกามโรค หมอบอกว่าถ้าเป็นก็ตัวใครตัวมันนะยะ (หมอฉันเป็นพวกนะยะ แบบว่าฉันหาหมอมาจะเป็นสิบปีแล้ว สนิทสนมกันระดับนึง) หมอไม่ได้อัลตราซาวด์คราวนี้ใช้ฟังเสียงหัวใจเอา หมอบอกว่าแข็งแรงดีมากทั้งสองคน

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551

อาทิตย์ 12

เมื่อวานมาสะใช้คอมเครื่องนี้เล่นเน็ต เสร็จแล้วทำหน้าตาตื่นเต้นตกใจเรียกฉันมาดู
"นี่ๆมาดูเว็บนี้สิ ตั้งชื่อเว็บว่าฟุตาโกะมาม่า แล้วเขียนเป็นภาษาไทยด้วยอ่ะ" อะไรทำนองนี้
ฉัน"ทำไมอ่ะ สะกดอะไรผิดเหรอ" งงๆ
มาสะ "เปล่าๆ มันสุดยอดเลยเนอะ สงสัยคนไทยเขียน"
ฉัน "เธอจะบ้าเหรอ นี่มันไดอารี่ใหม่ฉันเอง"
สรุปว่าไดนี้แปลว่าแม่ลูกแฝดค่ะ

วันนี้ต้องเขียนเปเปอร์ เลยได้ฤกษ์อัพไดพอดี พอจะต้องทำงาน ทำไมสมาธิฉันมันสั้นเหลือเกิน อยากจะทำแต่อย่างอื่นไม่อยากทำงาน :p อู้ก่อนดีกว่า

อาทิตย์ที่ 12
จันทร์ที่ 24 ธค
มาสะมารับไปเลี้ยงข้าวเธอราพิสต์ที่ร้าน ที่ MK ใน BigC แถวนั้น ให้ของขวัญและโบนัสพวกเค้าด้วย ฉันรู้สึกมีแพ้ท้องเล็กน้อย มีเธอราพิสต์คนนึงท้องใกล้คลอดไปด้วย แต่ไปมาฉันกับมาสะกินกันมากกว่าคนที่เราพาไปเลี้ยง คือแบบคะยั้นคะยอพวกเค้าแล้วนะ แต่เค้าบอกว่าอิ่มแล้วจริงๆ นี่ขนาดฉันแพ้ท้องกินไม่ค่อยลงนะเนี่ย
25 ธค
มีงานปีใหม่ที่ภาควิชาไปมหาลัยตอนเที่ยงกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว เค้าก็มีพัก แล้วมีงานต่อตอนเย็น ฉันก็อยู่จับฉลากถึงทุ่มนึงได้ มาสะมารับ
26ธค
เมื่อวานคงเหนื่อยมากหรือว่านอนผิดท่าไม่รู้ปวดหลัง ไปสปาแต่ว่าพี่เก๋ไม่ยอมนวดให้ บอกว่าคนท้องไม่ควรนวดจับเส้น แล้วก็บังคับให้มาสะพาไปซื้อชุดคลุมท้อง(หรือเค้าเรียกว่าชุดคนท้องหว่า) ที่เอ็มโพเรียม ได้กางเกงตัวละ 1,500 มาสองตัว เป็นกางเกงยีนส์(ขนาดลดราคาแล้ว) กับกางเกงผ้าร่มสามส่วน แบบก็น่ารักดี ฉันหาซื้อกางเกงคนท้องที่ห้างอื่นไม่ได้เลย อย่างที่เซ็นทรัลบางนา กางเกงตัวใหญ่มากใส่แล้วโคตรป้า คนที่ตัวเล็กเวลาท้องนี่ลำบากหาชุด คงต้องรอเด็กเจเนเรชั่นใหม่ที่มันผอมกันหนังหุ้มกระดูกท้องก่อน คงจะมีเสื้อผ้าคนท้องตัวเล็กๆออกมา

คนขายพยายามขายฉันมาก เอากางเกงยีนส์พองๆตรงสะโพกทรงประมาณเบ็กกี้ที่เป็นลายทางประมาณว่าสีซีดสลับเข้มเป็นทางๆมานำเสนอ ปกติมาสะผู้ไม่เคยมีความเห็นเรื่องเสื้อผ้า ถึงกับส่ายหน้า บอกฉันว่า เหมือนกางเกงที่โอชินใส่เวลาทำนาเลย โห พี่แกคิดไปได้ แต่เหมือนจริงๆเลยว่ะ

สรุปว่าเสื้อผ้าคนท้องแทบไม่มีน่ารักเลย ขนาดว่าที่เอ็มโพเรียมดูใช้ได้สุดแล้ว ยังมีชุดไว้ให้โอชินใส่ทำนาเลย ส่วนสนนราคาก็แพงหูฉี่ ไม่น่าซื้อเอาเลย

29 ธค
ไปหาหมออรรณพ อัลตราซาวด์ครั้งสุดท้าย หมอบอกว่าลูกฉันโตมาก เหมือนเด็ก 13 อาทิตย์ ฉันว่าหมอสับสนเพราะว่าตอนนี้ก็น่าจะ 13 อาทิตย์พอดี ลูกตัวยาวได้ 7.0 กับ 6.7 เซ็นต์ คราวนี้ฉันกับมาสะไม่เห็นลูกดิ้น แต่คุณหมอบอกว่าดิ้น เพียงแต่เค้าตัวใหญ่ เลยมองไม่เห็นดุ๊กดิ๊กเหมือนครั้งก่อนแล้ว หมอบอกว่าเด็กๆแข็งแรงดี ฉันก็ไม่ต้องฉีดยาบำรุงอีกแล้ว ไปกินกลางวันอาหารญี่ปุ่นกันที่ อิซากายะ แปลว่าร้านขายเหล้า คือ จะขายเหล้าและกับแกล้ม ส่วนมากจะเปิดตอนกลางคืน อยู่ที่สุขุมวิทย์ จำชื่อร้านไม่ได้แล้วอ่ะ น่าจะโทระยะ ไปกินชุดอาหารกลางวัน ถูกมาก คนละ100เอง ฉันกินปลา ซาวะละ ย่าง แล้วก็ไปซื้อสตรอเบอรี่ชี้สเค็กทั้งปอนด์ที่โรงแรมเอราวัณไปงานปีใหม่ที่บ้านน้าแดง แต่ไม่มีคนชอบกินเค้กของฉันเลย คือเค้กที่เอราวัณจะไม่หวานไง พอดีน้องแอมซื้อเค้กร้านค๊อฟฟี่บีน มาด้วย เลยมีแต่คนชอบของแอมเพราะว่าหวาน ส่วนคนที่ชอบเค้กฉันก็มีแต่ฉัน มาสะ และ พ่อ แม่

เล่นไพ่กันสนุกมาก เลิกเที่ยงคืนได้ ตีรถจากฝั่งธนบ้านน้าแดงกลับมานอนก็ดึกมาก แต่ดันนอนไม่หลับเลย มาสะบอกว่าฉัน excited มากไปที่ได้เจอญาติ เพราะไม่ค่อยได้ออกไปไหนตั้งแต่ท้อง

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551

อาทิตย์ที่ 10 & 11

อาทิตย์ที่ 10 ยังแพ้ท้องอยู่

10 ธค
อาทิตย์นี้ยังแพ้ท้องมากอยู่ อยากกินอะไรเปรี้ยวๆ อย่างก๋วยเตี๋ยวใส่มะนาว กินอะไรก็ไม่ค่อยลง
มีอยู่วันนึง แม่อุตส่าห์ซื้อขนมจีนน้ำพริกที่ฉันชอบมาให้กินมื้อเย็น ก็กินไม่ลงเลย นอกจากนั้น วันต่อมาไม่ว่าแม่ซื้ออะไรมาให้ก็กินไม่ลงเหมือนกัน

14ธค
วันนี้น้องอังโทรมาชวนไปงานเลี้ยงห้อง ฉันบอกว่าคงไปไม่ไหวเพราะท้องอยู่ จริงๆไม่อยากบอกใครจนครบสามเดือนก่อน แต่ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง แล้วก็คุยกับเก๋แอมเวย์ แล้วรู้สึกว่าอากาศร้อนมาก พอคุยเสร็จปวดหัวตึบแบบไมเกรน ปวดตั้งแต่บ่ายสาม ตอนเย็นแม่ซื้อข้าวมาให้ก็กินไม่ได้เลย กินลอดช่องแทน มาสะกลับบ้านมา 3 ทุ่มกว่า ฉันปวดหัวมาก นอนไม่หลับ(คือช่วงนี้จะง่วงนอนเร็วมาก) เอากระเป๋าน้ำแข็งมาหนุนนอนก็ไม่หาย นอนไม่หลับทรมานมาก แต่คิดว่าจะอดทนไม่กินยาเพื่อลูก ซักตี4ไม่ไหวแล้วปวดหัวจนร้องไห้ บอกมาสะว่าจะกินพารา มาสะเอามาให้กิน 1 เม็ด ฉันนอนดูลมหายใจเข้าออกทีเดียวเสร็จ หลับไปเลย
สรุปว่า กว่าจะได้หลับทรมานมากปลุกมาสะตลอด 1 ปลุกว่าไปนอนข้างบนดีกว่า เพราะตั้งแต่ท้องนอนข้างล่างตลอดไม่อยากขึ้นบันได แต่นอนไม่ค่อยหลับสบายเหมือนนอนข้างบน เลยกะว่าไปนอนข้างบนเผื่อหายปวดหัว 2 ปลุกหิวให้ไปเอานมมาให้กินหน่อย 3 ปลุกหิวให้ไปเอาขนมปังมาให้กินหน่อย 4 ปลุกให้ไปเอาพารา
เป็นพ่อแม่คนต้องอดทนจริงหนอ

16 ธค วันเสาร์
ไปฉีดยาบำรุงที่คลินิค มาสะพาไปกินกลางวันที่ร้าน なんじゃもんじゃ(นันจะม่อนจะ) เป็นร้านขายโอโคโนมิยากิ (หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าพิซซ่าญี่ปุ่น) แบบกะทะร้อนให้ทำเองเหมือนที่ญี่ปุ่น ที่พี่แกพาไป เพราะว่าในหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นมีโฆษณาว่ามีส่วนลด ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งภายในเดือนนี้นั่นเอง (ของอย่างนี้ พี่แกไม่มีพลาด) ฉันซึ่งอยู่ในโหมดแพ้ท้อง คิดว่ายังไงก็คงกินไม่ค่อยลง เลยคิดว่าจะกินม่อนจะ ม่อนจะเป็นอาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง คล้ายๆกับโอโคโนมิยากิ เครื่องน่าจะเหมือนกัน ต่างกันตรงเท็กเจอร์ ประมาณว่าม่อนจะ จะออกแนวเละๆเหนียวๆคล้ายๆออส่วน หรือหอยทอดแป้งท้าวยายม่อมของเก๋ ตอนอยู่ญี่ปุ่น ฉันกินแล้วไม่ประทับใจ เพราะเวลากินต้องเอาตะหลิวอันเล็กกินทีละคำเล็กๆกินหมดแล้ว เหมือนไม่มีอะไรลงกระเพาะ เคยไปกินทีสองทีก็ไม่กินอีกเลย

คราวนี้เลยกะว่าแพ้ท้องกินไม่ค่อยลง คงกินม่อนจะได้เพราะกินก็เหมือนไม่ได้กิน ปรากฏว่าสั่งม่อนจะรสกิมจิมากิน ออกเปรี้ยวๆ กินไปครึ่งนึง แล้วตบด้วยโอโคโนมิยากิอีกครึ่งอัน มาสะสั่งยากิโซบะมาอีก ฉันก็กินได้อีกครึ่งนึง อาการแพ้ท้องกินไม่ลงของฉันมันหายไปเลยอ่ะ

กลับมาบ้านตอนบ่ายหิวอีกฟาดเชอรี่ต่อ ข้าวเย็นก็กินได้ดี รู้สึกว่าอาการแพ้ท้องจะหายไปแล้ว ไชโย เพราะม่อนจะแน่ๆเลยช่วยชีวิต

อาทิตย์ 11 หายแพ้ท้องแล้ว

ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว คุณหมอสั่งให้กินไข่วันละ 2 ฟอง ถ้าแพ้ท้องกินอะไรไม่ได้ แต่เนื่องจากอาการแพ้ท้องดีขึ้นมากแทบจะหายแล้ว ฉันกินได้ เลยทำไข่ลวกกินวันละฟองทุกเช้า ไอ้อาการแพ้ท้องเนี่ยทำให้คนกินได้กินดีอย่างฉันมีอาการเหมือนเป็นคนป่วยฉันเกลียดมันจริงๆ ดีนะที่หายเร็ว ปิเคยขู่ว่า บางคนแพ้ท้องไปจนคลอดก็มี ทำเอาฉันหนาว

ช่วงนี้มีอาการตึงเกร็งมดลูกมากๆ กินข้าวเสร็จรู้สึกตึงพุงมาก ลูกๆคงเติบโตดี

วันเสาร์ที่ 22 ธค
ไปฉีดยาบำรุงเข็มสุดท้าย ซื้อของขวัญปีใหม่ให้เธอราพิสที่ร้าน ไปเดินที่เดอะมอลบางกะปิเหนื่อยมากๆ ไม่สามารถช๊อปได้เหมือนปกติเลย เดินๆไปเดี๋ยวก็เหนื่อยต้องนั่งพัก ได้แต่ระลึกว่าเราคนท้องนี่นะ ดีแต่หายแพ้ท้องแล้ว กลัวด้วย ไม่กล้าเดินมาก เพราะอ้วนเพื่อนฉัน เล่าให้ฟังว่าเค้าแท้งลูกเพราะไปเดินซื้อของตอนท้องได้ สี่ห้าเดือนอ่ะ ฟังแล้วหนาวมาก ได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่มันจะเป็นระยะปลอดภัยกันนะ ไหนใครๆบอกว่าครบสามเดือนก็ปลอดภัยแล้วไง เฮ้อ