วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สรุปเดือนแรก



ช่วงอาทิตย์แรกที่ลูกๆกลับมาบ้าน ลูกนอนตลอด คุณตายังช่วยไม่ค่อยเป็น ฉันก็จัดการให้นมแม่บวกนมขวดคนนึง อีกคนนึงให้นมขวดอย่างเดียว สลับกันไป แต่ต้องคอยจดไว้ ว่าให้นมข้างไหนกับใคร ไม่อย่างนั้นมึนมาก

อาทิตย์ต่อๆมา โซร่า เริ่มกินนมได้โดยไม่มีอาการหอบแล้ว ก็ให้ตาช่วยด้วยอีกแรง โดยฉันปลุกลูกมาให้นมแม่ทีละคน แล้วตาก็ให้นมขวดหลานต่อทุกมื้อ ยกเว้นมื้อสามทุ่ม เที่ยงคืน และตีสาม ที่ฉันขอพักให้มาสะลุยคนเดียว ให้แต่นมขวด สรุปว่าลูกได้กินนมแม่ 5 มื้อ แต่ต้องตบด้วยนมขวดให้อิ่มได้นานขึ้นเพราะว่าแม่อยากพักมั่ง ถ้าให้นมแม่อย่างเดียวลูกอยู่ได้แค่สองชั่วโมง แม่ตายแน่

มาดูนิสัยตอนเดือนแรกกัน ฝาแฝดแบบต่างคนต่างนิสัยจริงๆ
โซร่า____________________ทัยโย
กินเก่งกินจุ ________________กินเก่งบางอารมณ์
กินเร็ว___________________กินช้า
กินเสียงดัง(จ๊วบๆน่าอร่อย) ______กินเสียงเบา ดูมีมารยาท
ดูดนมแรงๆ หายใจเหมือนกรน ____ดูดเบา
ชอบกินนมแม่ ______________ไม่ชอบกินนมแม่
เรอเร็วมาก ________________แค่จับผงกหัวก็เรอได้ เราช้า
กินนมไม่หก _______________กินนมหกเลอะเทอะ
ขี้หนาว ผิวดี ขาวจั๊วะ _________ขี้ร้อน เป็นผด
ตัวขาว เลือดน้อย ___________ตัวแดง เลือดเยอะ
ชอบนอนยิ้ม ______________ บางทีก็นอนยิ้ม แต่ชอบหน้านิ่ว
ชอบอาบน้ำสระผม __________น้ำต้องอุ่นพอดี ไม่งั้นร้องลั่น
ไม่ตกใจเลยนานๆที _________ขี้ตกใจ เสียงดัง วางแรงอุ้มแรงก็สะดุ้ง

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

อาทิตย์แม่สติแตก พ่อตัวอย่าง

วันที่ ยี่สิบเก้า พค

หลังจากเอาลูกกลับมาบ้านได้ตั้งแต่เมื่อวาน ฉันก็ดีใจมาก แต่มีความกลัวอยู่ลึกๆ เพราะว่าแม่ที่บอกว่าจะมาช่วยเลี้ยงหลาน เกิดมีเหตุให้มาช่วยไม่ได้จนกว่าจะเดือนกรกฎา ฉันจะเลี้ยงลูกสองคน โดยมีคนช่วยคือตาของหลานคนเดียวไหวมั๊ยนะ ตาที่ไม่เคยช่วยเลี้ยงฉันเลยตอนเด็กๆ อุ้มเด็กไม่เป็นเนี่ยนะ วันแรกที่กลับบ้านมาสะนอนห้องลูก และจะเป็นเวรให้นมลูกรอบตีสามกับหกโมงเช้าเพราะลูกต้องให้นมทุกสามชั่วโมง ส่วนแม่ปุยแยกไปนอนคนเดียวตามที่สัญญากันไว้ก่อนคลอดว่ามาสะดูลูกตอนกลางคืน คนใช้ที่บ้านบอกว่าสามีอย่างนี้ที่ลาวร้อยคนมีซักคนนึง ฉันบอกว่าที่เมืองไทยก็ไม่มีหรอกมาสะนี่กรณีพิเศษ

ตื่นเช้ามาฉันก็ตื่นเต้นมาก เลยมาให้นมลูกตั้งแต่หกโมงเช้า น้ำนมฉันไหลด้วย พอนั่งให้นมลูกโดยปลุกขึ้นมากินทีละคน ฉันนั่งปลาบปลื้มมีความสุขถึงกับคิดว่าคนเป็นแม่เค้ามีความสุขอย่างนี้เองแต่นี่ฉันมีความสุขสองเท่าของคนอื่นเชียวนะ (ตอนนั้นฉันมันช่างโง่จริงๆไม่รู้ตัวเลยว่าอะไรบ้างกำลังจะมาเยือน) ลูกฉันกินนมไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดไม่เอาปากออก ฉันก็ตามใจลูกเรื่อยๆเหมือนกัน คนนึงกินไปเกินครึ่งชั่วโมงบวกกับกินนมขวดแบบที่โรงพยาบาลฝึกให้อีกคนละสิบกว่านาที อืม ล่อไปคนละชั่วโมง พอเสร็จคนนึงก็ปลุกอีกคนมากินต่อ รอบนึงก็สองชั่วโมง ฉันแทบไม่ได้พักเลย คือพอกินเสร็จรอบนึง ก็จะได้เวลากินนมรอบใหม่อีกแล้ว ตากับยายบอกว่าจะมาช่วย แต่ว่ามีของจำเป็นที่ต้องไปซื้ออีกเพียบ อย่างที่คว่ำขวดนมเป็นต้นต้องไปซื้อที่เซ็นทรัล วันแรกยายกับตาไม่ได้ช่วยฉันเลย ฉันก็ฉายเดี่ยวทำทุกอย่างจนเสร็จรอบสามทุ่ม มาสะถึงมาช่วยต่อรอบกลางคืน

วันที่สามสิบ
ตื่นมาให้นมตอนหกโมงเช้าอีก ฉันพยายามให้นมแม่บวกนมขวดทุกรอบ ทำให้เหนื่อยมากจนไม่มีเวลากินอะไรเท่าไหร่ ตอนบ่ายกินแค่โอโคโนมิยากิที่ตากับยายซื้อมาฝากอันเดียว พอให้นมรอบบ่ายสามเสร็จต่อด้วยอาบน้ำให้ลูกเสร็จตอนหกโมงกว่า ฉันเป็นลมเลย ให้นมไม่ไหว ตากับยายสั่งให้ฉันนอนพัก รู้สึกเครียดมาก น้ำตาไหลกลั้นไม่อยู่เลยนอนร้องไห้ คิดไปต่างๆนานา มาสะกลับมาเลยมาปลอบว่าไม่ต้องให้นมแม่ก็ได้ ตัวเค้าเองก็ไม่ได้กินนมแม่ ฉันเองก็ไม่ได้กิน ก็ยังเติบโตแข็งแรงดีไม่มีอะไร ปุยไม่ต้องพยายามเป็นเพอร์เฟคมัมหรอก ฉันฟังมาสะก็ยิ่งน้ำตาไหล แม่ฉันที่คอยกดดันว่าต้องให้นมแม่กับหลานนะ ก็มาบอกฉันว่า ให้นมวันละรอบพอ โอยฉันยิ่งบ้าไปใหญ่ แอบน้ำตาไหลอีก แม่ถามว่าจะจ้างพี่เลี้ยงมั๊ย แต่แม่จะมาช่วยอยู่แล้ว ฉันเลยบอกว่าจะพยายามเองไปอีกเดือนนึงดู นี่เค้าเรียกว่าอาการเครียดหลังคลอดรึเปล่านะที่ร้องไห้ไม่มีเหตุผล ฉันเคยอ่านหนังสือว่าพวกดาราอย่างกวินเน็ท พาโทรลเป็น ยังนึกเยอะเย้ยในใจว่าอย่างฉันไม่มีทางหรอก ปรากฎว่าเป็นซะเอง

วันที่สามสิบเอ็ด
วันเสาร์มาสะอยู่บ้าน มาสะช่วยเลี้ยงลูกและทำทุกอย่าง ทำให้อาการเครียดของฉันหายเป็นปลิดทิ้ง ฉันสบายมาก ได้นั่งดูละครจากดีวีดีที่ซื้อมากับมาสะด้วย ได้กินข้าวสบายๆ ทำให้รู้สึกว่าควรผ่อนปรนตัวเองมากหน่อย นมแม่สำคัญแต่ความรักสำคัญกว่า มาสะบอกฉันว่า you feed the babies with love not with milk

มาสะอาบน้ำลูกครั้งแรกด้วย แต่อาบเก่งมาก มือเบามากลูกไม่ร้องซักแอะ ฉันซึ่งเป็นคนสอนมาสะอาบน้ำต้องเรียนรู้จากเค้าแทน มาสะโดนชมว่าอาบเก่ง เลยบ้ายอไปเลย เลยจองอาบน้ำลูกทั้งสองคนทั้งวันเสาร์วันอาทิตย์เลย

วันที่สองมิย
เริ่มคุ้นกับลูกๆบ้างแล้ว สลับกันให้นมแม่คนละมื้อ ตอนบ่ายไปหาหมอเด็กที่โรงบาล หมอขอดูสุขภาพว่าเด็กแข็งแรงดีรึเปล่า มาสะมารับไปโรงบาล ไปถึงหมอบอกว่าโอเคลูกดูแข็งแรงมาก แต่ว่าพี่โซร่ายังตัวเหลืองอยู่เล็กน้อย หมอแนะนำให้เปิดหน้าต่างรับแดดช่วงเช้า

วันที่เก้ามิย
อาทิตย์ที่ผ่านมาฉันเข้าโหมดคุ้นเคยกับลูกแล้ว ฉันลุยเองตลอดทั้งให้นมแม่และนมขวดด้วยโดยมีคุณตาเป็นผู้ช่วย ตาช่วยนึ่งขวดนม ช่วยป้อมนมน้องทัยโยด้วย ตอนแรกตาไม่กล้าอุ้มหลานฉันต้องอุ้มไปวางบนตักตาให้ตาช่วยให้นม วันนี้โซร่าหายอาการหอบรุนแรงตอนกินนมแล้ว คุณตาเลยช่วยผลัดให้นมหลานสาวได้ โชคดีที่มีคนใช้ช่วยทำงานบ้านให้อีกคนด้วย ช่วยได้เยอะ ถึงกระนั้นฉันมันบ้าไปวีนคนใช้ด้วย เพราะว่าโรคเครียดหลังคลอดอยากให้อะไรเกี่ยวกับลูกเพอร์เฟคไปหมด

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คิดถึง

วันที่ 21
ฉันยังอยู่โรงบาล เดินไปดูลูกๆที่อยู่ในตู้อบ พยาบาลสอนให้ปั๊มนมด้วยเครื่องเป็นการกระตุ้นให้มีน้ำนม เพราะว่าลูกยังออกจากตู้มาดูดนมไม่ได้ ก็พยายามปั๊มทุกๆสามชั่วโมงตามที่พยาบาลบอกแต่ไม่มีอะไรออกมาเลย

วันที่ 22
ไปเยี่ยมลูกที่ตู้ คุณหมอบอกว่าให้ลองเอาลูกออกมาจากตู้มาให้นมดู ทัยโยอาการดีกว่าเลยได้ดูดนมแม่ ความรู้สึกของฉันที่ลูกดูดนมครั้งแรกคือปลาบปลื้มตื้นตันใจมากจนน้ำตาแอบไหล วันนี้เป็นวันที่ฉันและมาสะออกจากโรงบาล ฉันมีอาการไอหยุดไม่ได้ ฉันคิดว่าร่างกายอ่อนแอเพราะนอนโรงบาลนี้แหละ ตอนกลางคืนพยาบาลมาปลุกตรวจอุณหภูมิและความดันตลอดเวลา ทำเอาฉันอ่อนเพลียมากไม่ได้พักเลย ขนาดมาสะจอมขี้เซาที่มานอนเฝ้าก็ตื่นบ้างไม่ตื่นบ้างเหมือนกันไม่รู้โรงบาลอื่นเป็นรึเปล่า ฉันคุยกับมาสะว่า เสียเงินค่าโรงบาลขนาดนี้ เอาเงินไปนอนโรงแรมสี่ห้าดาวแถวนี้ดีกว่า ไม่โดนปลุกด้วย

พอกลับบ้านฉันไอหนักมาก นอนไม่หลับเลย

วันที่ 23
มาสะต้องไปทำงานแล้ว ส่วนฉันรู้สึกเหนื่อยมากและไอ มาสะเลยไม่ให้ไปเยี่ยมลูกๆ ฉันโทรถามอาการลูกๆจากหมอ หมอบอกว่าโซร่ายังปากเขียวเวลาดูดนม และทั้งสองคนยังต้องให้ยาจนครบถึงวันจันทร์ ตอนกลางคืนฉันเป็นไข้และหน้าอกคัดมาก ก็พยายามใช้วิธีที่ทางโรงบาลบีเอ็นเอชสอนว่าให้ใช้ข้าวสารห่อใส่ไมโครเวฟประคบ และก็ปั๊มนมไปเรื่อยๆ

วันที่ 24
วันเสาร์ มาสะไปเยี่ยมลูกๆตอนเที่ยงคนเดียว เพราะว่าฉันเป็นไข้ ไอมาก หมอบอกว่าฉันไม่ควรไปโรงบาลจะเอาหวัดไปติดเด็กๆได้

วันที่ 25
วันอาทิตย์มาสะไปเยี่ยมลูกๆ มาคุยอวดว่าได้อุ้มลูกและให้นมขวดลูกด้วย ส่วนฉันก็ยังเป็นไข้และไออยู่ สงสารและคิดถึงลูกๆมากเหลือเกินแบบว่าไม่ไหวแล้ว คิดว่าพรุ่งนี้ฉันต้องหายป่วยและลูกๆต้องหายป่วย

วันที่ 26
วันจันทร์ตอนเช้ามาสะไปส่งฉันที่โรงบาล หมอยังไม่ยอมให้ลูกออกจากโรงบาล แต่หมอบอกว่าพรุ่งนี้ให้มาฝึกเลี้ยงลูกทั้งวัน เพราะว่าหมอเป็นห่วงโซร่าว่าเค้าดูดนมเร็วมากไม่รู้ลิมิตตัวเอง พอดูดหนักเข้าก็หอบหน้าเขียวเพราะว่าปอดยังไม่แข็งแรง ฉันก็ฝึกให้นมลูกๆจากอก ทั้งทัยโยและโซร่าก็ดูดดีมาก รู้สึกเศร้าเพราะคิดว่าลูกจะได้ออกจากโรงบาลวันนี้ ตกเย็นมาสะพาฉันไปกินอาหารญี่ปุ่นที่โอโตยะที่ทองหล่อ เพราะคุยกันว่าฉันควรจะกินอะไรเยอะๆและเป็นโอกาศก่อนที่ลูกๆจะกลับบ้านคงอีกนานกว่าจะได้กินข้าวนอกบ้านกันอีก

วันที่ 27
ติดรถแม่ไปโรงบาลตอนเช้า ไปให้นมลูก และฝึกอาบน้ำกันตอนเย็น เพราะว่าลูกๆอาบน้ำไปแล้วตอนเช้า เลยโดนอาบสองรอบทั้งคู่ หมอบอกว่าอาการดีแล้วทั้งคู่ แต่อยากให้ดูว่าพรุ่งนี้เป็นยังไง ฉันบอกว่าถ้าพรุ่งนี้หายใจดีทั้งวันจะเอากลับบ้านเลยนะ หมอก็ให้สัญญา

วันที่ 28
กะว่าจะเอาลูกกลับบ้านแน่ เลยไปโรงบาลกับแม่ พ่อก็ติดรถแม่ไปด้วยนัดมาสะตอนเย็น วันนี้โซร่าอาการดีมากทั้งวัน หมอก็แอพพรูฟ เลยนัดให้มาเจอกันที่โรงบาลตอนเย็น เราอุ้มโซร่าขึ้นรถมาสะ ส่วนแม่อุ้มทัยโยขึ้นรถให้พ่อขับพาไปบ้านเขาก่อนค่อยมาบ้านฉัน เพราะแม่เขาถือจะทำพิธีว่าสองคนแยกบ้านกัน จะได้ไม่ติดกันเกินไป อะไรทำนองนี้ พอกลับมาถึงบ้านทั้งคู่ก็จับนอน ทัยโยมีร้องนิดหน่อย คงไม่ชินที่ (ตอนอยู่โรงบาลทั้งสองคนไม่มีร้องเลยเป็นเด็กดีมาก) ดีใจจังในที่สุดลูกๆก็กลับมาอยู่บ้านแล้ว

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เห็นหน้าลูกครั้งแรก

วันที่ 20 ฉันยังต้องนอนให้น้ำเกลือ ส่วนลูกก็ออกมาจากตู้อบไม่ได้ ได้แต่ดูรูปลูกจากกล้องดิจิตอลที่มาสะถ่ายมาให้ดู โชคดีที่บริษัทมาสะอนุญาตให้สามีลาคลอดได้ 3 วัน เลยมาอยู่เป็นเพื่อนกัน พอตกเย็นพยาบาลก็มาเอาน้ำสายน้ำเกลือออกให้ แต่ยังรู้สึกสโลสเลมาก หมอบอกให้รีบลุกเดินทันที ฉันก็รีบเดินไปดูลูกเลย เห็นหน้าลูกจริงๆครั้งแรก รู้สึกสงสารลูกๆเหลือเกินที่เค้าต้องอยู่ในตู้อบ มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด ทั้งโดนเข็มจิ้มและมีท่อใส่ในปาก อุ้มลูกก็ไม่ได้ ได้แต่แตะๆลูกผ่านตู้

หลังจากเห็นหน้าลูกจริงๆครั้งแรกแล้ว เราก็มาวิจารณ์ลูกกันสองคน ว่าลูกชายหน้าเหมือนพี่ชายมาสะเด๊ะเลย ส่วนลูกสาวดูญี่ปุ่นๆ พ่อแม่บ้าเห่อสรุปกันว่าลูกเราน่ารักมาก แหะแหะ




โซร่า

ทัยโย

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551

กำเนิดท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ของแม่

วันอาทิตย์ที่ 18 พค ไปใส่บาตร แล้วก็ไปสปา แล้วก็ไปเดินฟอร์จูนซื้อละครญี่ปุ่นมาดู ตกเย็นก็เลยดูเรื่อง Good Luck ที่คิมุระ ทะคุยะเล่น ฉันชอบละครของ คิมุทะขุ เพราะว่าเรื่องที่เค้าเล่นมันจะสนุกทุกเรื่อง เรื่องนี้เกี่ยวกับวงการนักบินที่ต้องบินไปบนท้องฟ้า ฉันเลยพูดกับมาสะว่า ให้ลูกสาวชื่อ Sora และลูกชายชื่อ Taiyo ดีกว่า แปลว่าท้องฟ้ากับดวงอาทิตย์

กำเนิดท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ของแม่
วันจันทร์ที่ 19 พค วันวิสาขบูชา แม่ตื่นมาตอน 7.15 เพราะพ่อปลุกบอกว่าจะไปใส่บาตรมั๊ยเพราะแม่ชวนไว้เมื่อวานนี้ แต่แม่กลัวไปไม่ทันจะเก้อเปล่า เลยนอนต่อ พ่อเลยขออนุญาตไปไดรฟ์กอล์ฟ ซักประมาณ 10 โมง แม่นอนอยู่รู้สึกมีน้ำไหลออกมานิดหน่อย นึกว่าตัวเองกลั้นฉี่ไม่ได้ ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ ก็ฉี่ปกติ เลยเอาชั้นในมาดูๆ มันเป็นน้ำใสๆไม่มีกลิ่น ได้ยินเสียงประตูรั้วเปิด พ่อกลับมาพอดี แม่โทรไปหาคุณยายถามว่ามีน้ำไหลออกมาจากช่องคลอด ใช่น้ำคาวปลารึเปล่า แต่มันไม่มีสีกลิ่นเลยนะ (แม่จำผิดนึกว่าเค้าเรียกน้ำคร่ำว่าน้ำคาวปลา เลยนึกว่ามันต้องเหม็นคาว) ยายบอกว่าจะคลอดแล้ว ให้โทรไปหาคุณหมอที่ฝากท้องและโรงบาลด่วน แม่ก็ตกใจตะโกนเรียกพ่อขึ้นมาด่วนจะคลอดแล้ว อะไรทำนองนี้

แล้วแม่ก็โทรไปหาหมออรรณพที่ฝากท้องกับแกไว้ แกไม่รับสายคงยังอยู่ต่างประเทศ แม่เลยโทรไปถามที่คลินิคเค้าบอกว่าหมอยังไม่กลับ จะถามพยาบาลเรื่องน้ำไหลน่ะใช่จะคลอดมั๊ย ก็ไม่มีใครว่าง แม่เลยวางสาย แล้วโทรไปที่ BNH บอกว่าจะไปคลอดเป็นคนไข้หมออรรณพ แต่หมอฝากอาจารย์หมออีกคนนึงไว้ แล้วก็วางสาย

กำลังจะหา กกนและผ้าอนามัยจะไปเปลี่ยน พ่อก็ลากกระเป๋าเดินทางมาเตรียมของไปรพ อยู่ดีๆแม่ก็มีน้ำไหลพรวดออกมาจะตัวประมาณ 1 ถัง(เล่าให้ใครฟังเพื่อนแม่บอกว่าเหมือนในละครทีวีเลย) พ่อกับแม่ตกใจรีบจัดของกันใหญ่(พ่อบอกว่าตอนแรกแม่บอกว่าจะไปคลอดเพราะมีน้ำไหลก็ไม่เชื่อแม่เท่าไหร่ พอเห็นน้ำคร่ำแตกงี้เชื่อสนิท) แม่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ น้ำไม่ต้องอาบล่ะ ก็ไปหยิบเครื่องสำอางค์ กะจะสวยตอนอยู่รพ พร้อมหยิบไดร์เป่าผมด้วย พ่องี้ขำแม่ใหญ่ เค้าเลยเตรียมให้แม่แทน แม่เลยหยิบแปรงสีฟันกับยาสีฟันใส่กระเป๋าสะพาย ไม่กล้าแปรงแล้วลูก พอขึ้นรถพ่อก็รีบขับพาไปรพ BNH ทันที แม่ก็ชวนพ่ออารธนาขอให้ทาน ศีล สมาธิ ที่พวกเราได้ทำไว้ ขอให้คลอดลูกๆได้อย่างปลอดภัย

ระหว่างทางรถไม่ติดเลยแล่นฉิวเพราะเป็นวันหยุด พอไปถึงรพ ประมาณ 11.30 เค้าเตรียมเก้าอี้เข็น เตรียมทุกอย่างเรียบร้อย แม่ขึ้นไปห้องเตรียมคลอดทันที เค้าให้แม่เข้าห้องน้ำเปลี่ยนชุด แม่เลยแปรงฟัน เข้าห้องน้ำ (ตกลงไม่ได้แต่งหน้า) แล้วเค้าก็จับแม่ขึ้นเตียง เอาเข็มขัดมาวัดเสียงหัวใจลูกๆ และอาการเกร็งมดลูกแม่ก็มีเกร็งบ้าง แต่ไม่เจ็บท้องคลอดน่ำ ระหว่างนี้พ่ออยู่กับแม่ตลอด พ่อเค้าขอใช้ห้องน้ำโกนหนวดด้วย(รีบมาไม่ทันโกนหนวด)

แม่นอนให้เค้าวัดและเตรียมอยู่จนเที่ยงกว่า เค้าก็เข็นแม่เข้าห้องคลอด บอกว่าหมอจะมาผ่าตอนบ่ายโมง เค้าให้พ่อเปลี่ยนชุด พ่อก็ถามเค้าว่าต้องถอดกกน ด้วยรึเปล่า พ่อเรานี่ขำเสมอเลยลูก(เผื่อลูกอยากรู้ สรุปว่าไม่ต้องถอดจ้ะ)

ตอนอยู่ในห้องรอคลอด หมอวิสัญญีที่เป็นผู้หญิงก็มาชวนคุย เป็นกันเองมาก ที่ลำบากคือ หมอบอกให้งอตัวเหมือนกุ้ง แต่แม่ติดท้อง เลยพยายามสุดๆ หมอมือนิ่มมาก ฉีดยาบล๊อกหลังไม่เจ็บเลย ซักพักแม่ก็ชาแถบล่าง รอหมอนิพลมาผ่า พอหมอมาเค้าก็จัดม่านบังท้องแม่ เรียบร้อยหมอเตรียมลงมือ หมอผ่า 2 คน หมอวิสัญญี 1 คน หมอเด็ก 1 คน พยาบาล 10 คน และแม่ รอพ่อคน ตามหากันใหญ่ พ่อเค้าไปเข้าห้องน้ำน่ะลูก แม่งี้ขำพ่อมาก ไม่กลัวการคลอดเลย ตกลงฤกษ์ที่เกิด ลูกๆเลือกวัน พ่อเลือกเวลานะ พอพ่อมา หมอก็จะเริ่มผ่า แม่ก็หัวเราะออกมา หมอนิพลเลยโผล่หน้ามาดูว่าแม่หัวเราะหรือร้องไห้กันแน่ หมอวิสัญบอกว่าแม่หัวเราะขำพ่อ

หมอวิสัญจะคอยบอกแม่ตลอดว่าแม่จะโดนกดท้องนะ อะไรต่ออะไร ซึ่งแม่ไม่รู้สึกเจ็บเลยลูก พ่อบอกว่าเค้าใช้เลเซอร์ผ่า ควันคลุ้งพ่อมองไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ รู้แต่หมอดึงลูกๆออกมาแรงมาก โดยเฉพาะ ทัยโย ที่อยู่ลึกกว่า

คนที่เป็นคนถ่ายวิดิโอให้ลูกเค้าเป็นพยาบาลแม่ได้ยินเค้าบอกว่าใช้กล้องยี่ห้อนี้พอดี โชคดีจังเลย แม่เลยมีช๊อตกำเนิดหนูไว้ดู (เสียดายเรายังไม่ทันได้ทำ 4D กัน หนูเกิดซะก่อน ไม่งั้นคงมีช๊อตดีๆไว้ดูอีก)

พอพวกหนูออกมาทีละคน ตอนบ่าย 1.10 โมง กับ บ่าย 1.11 โมง เค้าก็อุ้มมาให้แม่ถ่ายรูปด้วย แต่แม่ยังไม่ได้เห็นหน้าหนูเลยจนถึงพรุ่งนี้เย็น แม่ไม่ได้สลบ แต่เหนื่อยเพลียมาก เพราะเสียเลือดและฤทธิ์ยา พอพาเข้ามาห้องพัก ก็เจอคุณตาคุณยายรออยู่ พ่อเค้ากลับไปเอาของที่บ้านและซื้อข้าวทิ้งไว้ให้คนใช้ ซักพักพ่อก็กลับมา แล้วก็มีตายี น้าลูกเกด ยายพึงมาเยี่ยมตอนเย็น ต่อมา ตากุ้ง ยายมล น้าเต๋า(อายุ 7 ขวบ) ก็มา มีของมาฝากพวกหนูด้วย แล้วบ้านน้าแอมก็มากันหมด คุณปู่คุณย่าของน้าแอมด้วย แม่ฟังเค้าคุยกันรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง มันเบลอๆ ตาลืมไม่ขึ้น แม่ต้องให้น้ำเกลืออยู่บนเตียงห้ามลุก

ทุกคนถามชื่อลูก พ่อกับแม่ก็เลยบอกว่าชื่อ ทัยโย กับ โซร่า (เพิ่งตั้งกันเมื่อวานแต่ไม่ได้บอกใคร) ที่จริงพ่อเค้ายังไม่ชัวร์เพราะต้องเปิดตำราตั้งชื่อของญี่ปุ่นด้วย ยุ่งยากมากต้องดูตัวคันจิเปรียบเทียบกับนามสกุลพ่อเค้าด้วย ที่จริงแม่ชอบชื่อ Natsu สำหรับลูกสาวแม่เหมือนกัน มันแปลว่าหน้าร้อน เพราะหนูเกิดหน้าร้อนของประเทศญี่ปุ่น ถ้าเป็นภาษาไทยแม่จะเขียนให้ว่า ณสุข แปลว่ามีความสุขณเวลาปัจจุบัน ซึ่งก็คือมีความสุขอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

คุณหมอเด็กมาคุยให้ฟังว่าหนู หนัก 2140 กับ 2160 ซึ่งถือว่าตัวใหญ่มากสำหรับเด็กแฝดที่คลอดอาทิตย์ที่ 33 แต่ว่าลูกทัยโย สำลักน้ำคร่ำเข้าปอดไปหมอเลยต้องให้ยาปฏิชีวนะกันปอดติดเชื้อ ส่วน Sora ตอนเกิดช่วงถ่ายเลือดกันสองคน โดนน้องดึงเลือดไป เลือดเลยน้อยตัวซีดแต่หมอบอกว่าไม่เป็นไร ตอนนี้ต้องอยู่ในตู้อบทั้งคู่

แม่เป็นห่วงและอยากเห็นหน้าลูกมากๆเลยจ้ะ พ่อเค้าไปดูมาแล้ว ถ่ายรูปมาให้ดูกันด้วย

อาทิตย์ 26-32

อาทิตย์ที่ 26 ฉันแอบไปหาหมอดูที่เก๋บอกว่าแม่นในได หมอดูมาสะแม่นดีนะ แต่ดูฉันไม่แม่นเลย

อาทิตย์ที่ 27 ไปหาหมอ(ไม่ดู) ชั่งน้ำหนักได้ 53 kg. หมอบอกว่าได้ลูกชายคนและลูกสาวคนชัวร์ แต่ว่าฉันและมาสะก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี เพราะว่าได้ยินว่าหมอมักจะดูผิดบ่อยๆ แต่เรามั่นใจว่าลูกชายน่ะคนนึงแน่ แต่อีกคนนึง 50-50 เอาเป็นว่าไม่คาดหวังมาก จะได้ไม่ผิดหวังไง

อาทิตย์ที่ 28 พากันไปช๊อปปิ้งที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม คือเราคิดว่าเข้าอาทิตย์นี้แล้ว ซื้อของเอาไว้คงปลอดภัยแน่ พอดีเป็นวันหยุดสงกรานต์ คนไม่ค่อยอยู่กรุงเทพ เลยได้ฤกษ์ช๊อป มาสะ พากันซื้อรถเข็นเด็กสองคัน คาร์ซีทเพื่อนบอกว่าจะให้เลยรอเอา เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าแบบสองหัว(กะว่ามีลูกแฝดต้องปั๊มพร้อมกันสองข้างประหยัดเวลา) ขวดนมไม่ได้ซื้อเพราะเพื่อนให้มา(จริงๆกะว่าไม่ใช้เพราะจะให้นมแม่ แต่มาสะบอกว่าจำเป็น) อ่างอาบน้ำ ผ้าอ้อมกระดาษ ผ้าเช็ดตัว จิปาถะ เยอะมาก

ไปเดิน Big C แถวบ้าน เห็นเสื้อผ้าเด็กของอองฟองต์น่ารัก เลยซื้อกันอีก "บอกว่าฉันจะเลือกให้ลูกสาว(ของเด็กผู้หญิงน่ารักกว่าอ่ะ) เพราะว่าเลือกของผู้ชายมาตลอดชีวิตแล้ว เธอเลือกให้ผู้ชายละกัน" เลือกแล้วก็มาข่มกันว่าของใครน่ารักกว่า ของเด็กๆมันตัวเล็กๆน่ารักจริงๆเลย

ไปเดินเซ็นทรัลบางนา และห้าง index ไปซื้อตู้ใส่เสื้อผ้าให้ลูก

อาทิตย์ที่ 29 ท้องฉันเต้นตุบๆ อ่านเจอในหนังสือพบว่า เด็กกินน้ำคร่ำเข้าไปผิดจังหวะ ก็จะสะอึกได้ และในน้ำคร่ำนี้ เด็กฉี่เข้าไปด้วย ฉันรู้สึกว่าลูกสาวฉันชอบสะอึก(ตำแหน่งเค้าอยู่ต่ำๆน่ะ)

อาทิตย์ 30 ไปหาหมอ หนัก 55kg. ไปซื้อต้นไม้ที่ ร.11 แถวเกษตร สนุกจังเลย ไปซื้อทั้งเสาร์และอาทิตย์ ได้ต้นไม้ใหญ่ๆมาลงก่อน มีลีลาวดี สามกษัตริย์ เป็ดน้ำ แก้ว ที่เราและมาสะชอบมากคือ ซองออฟอินเดีย ราคาแพงมากแต่ร้านที่ซื้อมาถูกกว่าร้านอื่นแล้ว เลยตัดใจซื้อมา

อาทิตย์ 31 แม่และพ่อพาไปกินก๋วยเตี๋ยวแม่ศรีและเดินตลาดนัดที่มีน เพราะอยากไปซื้อตู้ไปรษณีย์ที่เป็นไม้ โชคดีได้มาอันนึงเป็นตู้ไปรษณีย์รูปหีบสมบัติ เท่มาก เจออาจารย์ที่มหาลัยพี่เค้าตกใจว่าท้องใหญ่ขนาดนี้ยังมาเดินตลาดอีก

อยากกินติ่มซำมาก ชวนพ่อกับแม่ไปกินร้านรุมบ้าๆ แต่ขับรถวนสองรอบมาสะหาร้านไม่เจอ เจ๊งไปแล้วเหรอเนี่ยเสียดายจังเลย เลยไปกินนิปปองเทย์ และเดินซื้อของให้ลูกต่อ มีที่อุ้มลูก เครื่องทำน้ำร้อนแบบที่กำหนดองศาได้(เตรียมไว้ชงนม ถ้าไม่ต้องชงก็กะจะเอามาชงชากิน) หมอนสามเหลี่ยมกะให้ลูกนอนตะแคงกลัวหัวลูกแบนเหมือนแม่

อาทิตย์ที่ 32 ชั่งน้ำหนักได้ 57 kg. ไปสอบสัมภาษณ์เด็กเอ็นท์(เดี๋ยวนี้เค้าไม่เรียกเอ็นท์กันแล้ว เค้าเรียกว่า แอ็ด ย่อมาจากแอ็ดมิชชั่น) ต้องถามเด็กว่าเธอเลือกแอ็ดอะไรบ้างไม่ใช่เอ็นท์ อาทิตย์นี้อยากจะซื้อของมาแต่งบ้านมาก(นี่เค้าเรียกว่าแม่นกเตรียมรังรึเปล่า) ชวนพ่อไปเดินโฮมโปรซื้อก๊อก วันต่อมาชวนพ่อไปเซ็นทรัล ซื้อก๊อก ผ้าเช็ดมือ พรม อะไรต่ออะไร แบบว่ารู้สึกอยากเตรียมบ้านมาก เหมือนในหนังสือที่เค้าบอกว่าคนก่อนคลอดอยากทำความสะอาดบ้านรึเปล่านะ

อาทิตย์นี้ยังอยากกินติ่มซำอยู่ เลยชวนพ่อแม่ไปกินที่ร้านลีคิทเช่นตรง RCA ปรากฎว่าร้านเจ๊งไปอีกแล้วเหมือนกัน อะไรกันเนี่ย สงสัยพ่อจะเล่นของ เพราะพ่อฉันไม่ชอบกินติ่มซำ

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551

อาทิตย์ 21-25

อาทิตย์ที่ 21
ลูกดิ้นแรงขึ้น วันนึงมาสะกลับมาบ้าน เลยให้เค้าจับท้องแล้วพูดดู แกพูดว่า Hello ลูกถีบท้องฉันด้วย คงจะจำเสียงพ่อได้จริงๆ ตอนนี้พุงหายเบี้ยวด้านหน้าแล้ว แต่ไปเบี้ยวด้านข้างแทนด้านซ้ายใหญ่มากกว่าด้านขวา และก็รู้สึกว่าลูกดิ้นด้านซ้ายมากกว่าด้านขวาด้วย ฉันก็นึกภาพในใจว่ามีลูกอยู่ทางด้านซ้ายคนนึงขวาคนนึง ลูกคนซ้ายถีบมากกว่าคนขวาอะไรทำนองนี้

ไปพบหมออรรณพ หมออัลตราซาวด์ให้ หมอบอกว่าลูกเราตัวใหญ่ = เด็ก 22 อาทิตย์ทั้งคู่เลย เค้าไม่แย่งกันกิน ดีใจมากๆ ซาวด์ครั้งนี้หมอบอกว่าลูกเราสองคนนอนเรียงกัน(เหมือนท้องเป็นเตียงสองชั้นลูกนอนชั้นบนคนชั้นล่างคน)หันหัวไปทางขวาทั้งคู่ มิน่าลูกเลยถีบหนักแต่ทางซ้ายเพราะรวมพลังถีบคู่นี่เอง ที่ฉันจินตนาการไว้ผิดหมด ลูกไม่ได้อยู่ซ้ายคนขวาคนซักหน่อย

ที่สำคัญก็คือ หมอบอกว่าคนบนเห็นจู๋ด้วย แล้วชี้ให้พวกเราดู มองเห็นจริงๆด้วย แหลมเปี๊ยวเลย ส่วนคนล่างมองไม่เห็น หมอบอกว่า 50-50 แต่ถ้าให้หมอซื้อหวย หมอจะซื้อผู้หญิง อาทิตย์นี้ฉันหนัก 49.4 kg.

อาทิตย์ที่ 22
อาทิตย์นี้คุณนัมบะวิศวกรบริษัทมาสะหนุ่มหล่อนิสัยดีมากมาจากญี่ปุ่น มาสะต้องพาไปเอนเตอร์เทนตามเคย ต้นอาทิตย์เลยพากันไปกินอาหารสเปนที่ร้านริโอหา(เห็นว่าเป็นร้านอาหารสเปนแห่งเดียวใน กท) ที่เราชอบกิน เย็นวันนั้นรถติดมาก เลยต้องจอดรถไว้ที่เซ็นทรัลชิดลมแล้วเดินไป แต่ก็เดินนิดเดียวเองแหละ อาหารอร่อยมาก กินจนพุงกาง ขนาดพยายามไม่สั่งมาก กลัวกินเหลือ พายยะซีฟู๊ด กับ บลูเบอรี่ชี้สเค้กที่นี่อร่อยสุดยอด

อาทิตย์นี้เห็นรอยดำรอบสะดือเป็นรอยสีเข้มรีบทาครีมแต่ก็เอาไม่อยู่ ตอนไม่ทำงานนั่งสอบสัมภาษณ์รับสมัครป.โท รู้สึกว่าพุงตัวเองโตมาก รู้สึกเหมือนเนื้อตรงรอบสะดือปริ ปริ๊ดๆ

นอนลำบากมาตั้งแต่เดือน กพ แล้ว แต่เดือนนี้นอนลำบากมากขึ้น ต้องรอให้ลูกๆไปรวมตัวกันตรงกลางตัว เราถึงนอนได้สบาย ใช้เวลาให้ลูกรวมตัวเป็นเกือบชั่วโมงนึงได้

ปวดหลังทุกวัน ต้องให้มาสะนวดแบบกดจุดให้ แล้วก็แปะอะไรที่ฉันเรียกว่ากอเอี๊ยญี่ปุ่นนี่แหละ จนผิวหลังแดงไปหมด ปวดข้างขวาตรงสะบักด้านข้างลำตัวด้วย ร้าวไปหมด ฉันเลยต้องพยายามเดินหลังตรงๆแอ่นๆ ให้หลังไม่รับน้ำหนักท้องมาก ก็ช่วยได้บ้าง

ลองทำท่ากายบริหารคนท้องดูคล้ายๆโยคะ ท่ายืดหลัง กะว่าจะช่วยคลายปวด แต่ว่าพุงฉันบานออกด้านข้าง ทำให้อึดอัดมาก ทำไม่ได้เหมือนกับที่ในหนังสือบอกเลย ทำไปได้แค่ข้างละทีก็ถอดใจ กลัวลูกๆหัวเบี้ยวมากเลย

วันเสาร์ที่ 8 มีค พาคุณนัมบะไปอยุธยาคราวที่แล้วก็พาไปแล้ว แต่แกชอบอยากไปอีก ไม่รู้เป็นเพราะนั่งรถนานเกือบทั้งวันรึเปล่า หายปวดหลังที่ปวดมาหลายอาทิตย์เป็นปลิดทิ้ง พาแกกินข้าวกลาววันที่ร้านเรือนไทยอะไรทำนองนี้ แกชอบกินกุ้งแม่น้ำมาก พาแกกินโรตีสายไหมเจ้าดังด้วย แต่พวกเราสรุปกันว่าไม่อร่อย สู้เจ้าไม่ดังไม่ได้ กินโรตีสายไหมไปคนละอันสองอัน จุก แต่ก่อนพาแกขึ้นเครื่อง แกรีเควสอาหารอยากกินอาหารเบาๆ เลยพากันไปกินอาหารอิตาลีที่ L'Opera (อาหารอิตาลีนะเบาๆ) ก็เลยไม่พยายามสั่งกันมาก เน้นแอพิไทเซอ อะไรทำนองนี้

อาทิตย์ที่ 23
ครบหกเดือนเต็ม ไปสอนสัมมนา ป.โท ทั้งวัน ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ เพราะนั่งฟัง กลับบ้าน มาสะชวนคิดชื่อลูก มาสะดูชื่อญี่ปุ่นจากเว็บ ไม่มีอะไรประทับใจฉันเลย เราอยากได้ชื่อที่มีความหมายทั้งภาษาญี่ปุ่นและไทย

เอาเป็นว่าฉันกับมาสะคิดเรียกลูกว่า Peko กะ Poko ไปพลางก่อน (รู้จักร้านเค้กญี่ปุ่น Fujiya ไหม เค้าจะมีตัวโลโก้เป็นเด็กผู้หญิงหัวโต แลบลิ้นนั่นแหละเป๊ะโกะ ส่วนโป๊ะโกะก็หน้าตาเหมือนกัน เป็นเด็กผู้ชายใส่หมวก) คือไม่ค่อยชัวร์เท่าไหร่ว่าจะเป็นลูกสาว แต่เรียกไว้ก่อนแล้ว

อาทิตย์นี้ ฮิคารุคุง ลูกชายสุดหล่อของอาจารย์ซากาอุเอะมาเที่ยวเมืองไทย ฉันไม่ได้ต้อนรับขับสู้อะไรเค้าเลย แต่นัดเค้าไปเลี้ยงข้าวเย็นที่ร้าน The Good View

อาทิตย์ที่ 24

ต้องไปงานแต่งงานน้องที่ภาควิชาวันอาทิตย์ นัดแจงยืมชุดที่มันบอกว่าเป็นทรงหลวมๆ ปรากฎว่าพอลองดู ข้างหน้าก็พอดูได้ ข้างหลังคับปลิ้น สุดอุบาทว์ เลยไปเดินเซ็นทรัลชิดลม ได้ชุดไปงานสีแดงบวกกับเดรสใส่ไปทำงานมาอีกอย่างละชุด

อาทิตย์นี้ไปหาหมอ หนัก 52 กิโล ช่วงนี้กินหนักไปหน่อย น้ำหนักเลยขึ้นพรวด(ก่อนไปหาหมอไปกินโอโคโนมิยากิด้วย นึกขึ้นมาได้ว่าไปกินครั้งก่อน เห็นอิ๊บกับแฟนธัญญ่าไปกินกันสองคนด้วย ตายแล้วฉันอินเทรนกว่าคอลัมน์ซ้อเจ็ดอีกว่ะ ทั้งๆที่จริงๆไม่รู้จักหรอกว่าอิ๊บคือใคร แต่เห็นพนักงานในร้านเค้ามองๆ เลยถามน้องเค้า เค้าบอกว่าอิ๊บนักร้องไฮโซ)

อาทิตย์ที่ 25
วันที่ 24 มีค นัดอาจารย์ที่มหาลัยหุ้นกันสองคนซื้อพิซซ่ามากิน เพราะมันซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง กินพิซซ่าถาดใหญ่ไปสามชิ้น ที่จริงยังกินได้อีก แต่ไม่เหลือหน้าที่ชอบ เลยหันมากินกล้วยแขก ทีนี้ล่ะได้เรื่อง จุกมาก ปวดแปลบที่ชายโครงด้านซ้าย ลูกคงโตขึ้นมาก โป๊ะโกะคงถีบแม่ สังเกตุดู ท้องใหญ่มากจนมองไม่เห็นซี่โครงแล้ว หนำซ้ำมีสิวขึ้นเต็มหลังบ่าด้วย

สรุปว่าอาการคนท้องใดๆที่ทุกคนเป็น ฉันฟาดเรียบตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมาหมดไม่มีพลาด
1 คอดำมาก (ทุกคนบอกว่าได้ลูกชายชัวร์) เพิ่งรู้ว่าคนไทยเค้าเชื่อกันอย่างนี้
2 เป็นสิวที่หลังบ่าเยอะมาก ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นสิวมาก่อน (เค้าว่าเป็นลูกชายอีกเหมือนกัน ดีที่ไม่ขึ้นหน้า)
3 หน้าอกแตกแข็ง
4 ท้องดำและสงสัยว่าจะลาย ทาครีมก็แพ้คันมาก ไม่ทาก็ไม่คันแต่เห็นเค้าว่าจะท้องลาย กรูละกลุ้ม
5 มือบวม เส้นเลือดขึ้น งอนิ้วไม่ได้เลย (ตอนนี้เล่นเป่ายิ้งฉุบกับใครไม่ได้ เพราะออกค้อนไม่ได้)
6 เท้าบวม (แต่มีคนบอกว่าบวมน้อยแล้วเนื่ย)
7 เป็นตะคริวตอนนอน ยังดีไม่เป็นทุกวัน สังเกตุว่าเวลากินนมน้อยกว่าสามแก้ว จะเป็น เลยโด๊ปนมเยอะ

อาการอื่นๆ แต่ไม่ได้แสดงออกทางร่างกายก็มีเพียบ โชคดีที่ฉันอารมณ์ดีมาก ไม่เครียดไม่โกรธ เรื่อยๆเปื่อยๆ ฟังโมสาร์ทบ้างฟังธรรมะบ้าง ทำสมาธิบ้าง ออกกำลังคือไปมหาลัยและเดินช๊อปปิ้ง เน้นนอนมากหน่อยสบายๆ

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551

อาทิตย์ที่ 18,19&20 ลูกดิ้น

อาทิตย์ที่18 มาสะไม่อยู่ เป็นช่วงตรุษจีน วันเสาร์เลยกินข้าวที่บ้านน้องแอม เอาแต๊ะเอียไปแจกน้องๆ แล้วก็เล่นไพ่ต่อกับน้องแอม แล้วเลยค้างที่บ้านฝั่งธน นอนไม่ค่อยหลับเลย ได้ยินเสียงนกร้องตอนเช้าด้วย ตอนเริ่มนอน รู้สึกเหมือนลูกๆในท้องดิ้นเบาๆ มันมีความรู้สึกเหมือนกับตอนที่บางทีเอ็นที่ขากระตุกตุบๆอะไรอย่างนี้ แต่นี่มันมากระตุกเบาๆที่พุง

มีคนใช้เป็นคนลาวที่คุณเมธีแนะนำให้มาอยู่ด้วย เป็นเด็กลาวซ่งที่เคยทำงานในเมืองไทยมานานแล้ว เค้าแบบท่าทางช่างแต่งตัวมากเลย แต่งตัวทันสมัย แต่งหน้าทาปากแดงด้วย ก็ลองดู

อาทิตย์ที่ 19 มาสะกลับมา คุณเมธีให้ยืมเรื่อง Prison Break มาดูพร้อมกับนำเสนอสุดเดชให้ดูให้ได้เพราะสนุกมาก เลยชวนมาสะดู เริ่มดูตั้งแต่วันจันทร์ ทีนี้ละติดกันงอมแงม พอกินข้าวเย็นเสร็จ ก็รีบดูกันใหญ่ วันที่ 12 กุมภา พอกินข้าวเย็นเสร็จ ฉันก็นั่งๆนอนๆบนโซฟาดู Prison Break ปุ๊บ วันนี้รู้สึกว่าลูกดิ้นแรงมากจนรู้สึกเลย ยิ่งหนังตื่นเต้นแบบว่าลุ้นๆงี้ ลูกดิ้นตุ้บตั้บใหญ่ ฉันก็แบบบ่นๆกับมาสะว่า ดูหนังตื่นเต้น(บางฉากสยองด้วย)อย่างนี้ จะไม่ดีกับลูกรึเปล่าหว่า แต่พูดจบก็ดูต่อไป เพราะติดงอมแงม ไม่เป็นไร ข้อดีก็คือ ลูกจะได้เป็นวิศวกรที่ฉลาดเหมือนพระเอก

อาทิตย์ที่ 20 พบว่าพุงเบี้ยวตอนอาบน้ำ แบบว่าพุงข้างขวาจะนูนสูงกว่าข้างซ้ายมาก รู้สึกตลกมาก โทรไปเล่าให้มาสะฟัง ก็หัวเราะเหมือนกัน สังเกตุเห็นด้วยว่าเส้นดำกลางลำตัวใหญ่ชัดมาก เส้นนี้ภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า นินชินเซน แปลเป็นไทยได้ว่าเส้นคนท้องนั่นเอง

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551

อาทิตย์ 15,16&17

มาสะมักจะมีคนมาชมว่าหน้าตาดี เพื่อไม่ให้พี่แกเหลิง ฉันเลยต้องช่วยตอกย้ำปมด้อยของแกเสมอ(เขียนอย่างนี้แล้วฉันนี่มันดูเป็นอีป้าใจร้ายจังเลย) ปมด้อยของพี่แกคือแกมีขนหน้าแข้งเยอะ ทำให้แกหมดความมั่นใจในการใส่กางเกงขาสั้น รวมทั้งกางเกงว่ายน้ำ (ถ้ามาสะรู้ว่าเอาปมด้อยมาเผาขนาดนี้ ฉันจะรอดมั๊ยเนี่ย) และเรื่องขนและผมต่างๆ ก็เป็นเรื่องเซนสิทีฟสำหรับแกมากเช่นกัน

ช่วงตรุษจีนฉันไปซื้อของที่ตั้งฮั่วเส็งกับแม่สองคน เค้าลดแหลกแจกแถม มีแจกคูปองเงินสด 100 บาท ฉันไม่รู้จะเอาไปซื้ออะไรดี พอดีผ่านแผนกขายของจุกจิก เลยคิดว่าซื้อกรรไกรตัดขนจมูกไปฝากมาสะดีกว่า เพราะชอบมาแย่งกรรไกรตัดขนคิ้วฉันไปใช้ ยี้ สกปรก! ไปมานึกได้ว่า Ojji ยังไม่มีกรรไกรเอาไว้เล็มขน นานๆทีฉันใช้กรรไกรตัดขนคิ้วฉันเล็มขนหูให้ Ojji เหมือนกัน (ใช้กันทั้งครอบครัว) กลับมาบ้าน ก็บอกมาสะว่า "ว่าจะซื้อกรรไกรตัดขนจมูกให้เธอนะ แต่ซื้อมาตัดขนให้ Ojji ก่อน"

เวลาผ่านไป เมื่อวานนี้มาสะกลับบ้านเร็ว ฉันเลยใช้
"มาสะอุ้ม Ojji ขึ้นแท่นหน่อยจะตัดผมม้าให้ อ๊ะ! แต่ลืมกรรไกร เธอไปหยิบให้หน่อย"
มาสะ "กรรไกรอันไหน"
"อันที่วางบนโต๊ะไง"
"หา! อันนั้นกรรไกร Ojji เหรอ" มาสะทำหน้าช๊อค
ฉันขำกลิ้งตัวงอ "เธอจะบ้าเหรอ เอากรรไกรโอ๊จจิไปตัดขนจมูกเหรอ อันเบ้อเร่อขนาดนั้น ยัดเข้าไปในรูจมูกได้ไงฟะ" นึกสภาพตามนะคะ กรรไกรอันใหญ่มาก พี่แกดันฟังผิดนึกว่ากรรไกรของแกมาตลอด อดทนใช้มาตลอดสองเดือนแล้วอ่ะ

อาทิตย์ 15
อาทิตย์นี้อาการปวดหัวหายไปแล้วหลังจบ 4 เดือน อยู่บ้านเลยเอาโน๊ตเปียโนของไบเอลที่เคยหัดเล่นเองสมัยอยู่ญี่ปุ่นมาปัดฝุ่น

ช่วงนี้มีอาการนอนตื่นกลางดึกแล้วก็นอนไม่หลับไปเป็นชั่วโมงๆ และเริ่มอึดอัดท้องเวลานอน เหมือนมีเด็กอยู่ในท้องความรู้สึกทำนองนั้น นอนทีพลิกตัวจะหนักและเจ็บ

วันที่ ๒๐ มกรา มาสะพาไปซื้อของ ฉันซื้อกกนคนท้องเพราะอ่านเจอจากหนังสือญี่ปุ่นว่าถ้าไม่ใส่พุงจะห้อย(ไม่รู้อ่านผิดรึเปล่า) ตัวละตั้ง 400 กับอีกแบบ 800 มาสะเลยถามฉันว่าพวก worker san (ผู้ใช้แรงงาน) เค้าจะซื้อใส่ได้ไงเนี่ย ฉันเลยตอบไปว่า เค้าคงซื้อกกนตัวใหญ่ๆเอามั๊ง ไม่รู้เหมือนกัน

อาทิตย์ 16 & 17
ปลายมกราคม มาสะไปทำงานที่โตเกียว เลยไปเยี่ยมบ้านด้วยเลย เพราะว่าสงกรานต์ปีนี้ฉันไปญี่ปุ่นด้วยไม่ได้ และตอนนั้นก็ใกล้คลอด เลยให้มาสะไปเยี่ยมเลยคนเดียว

วันที่ 2 มกรา มาสะยังไม่กลับ พ่อกับแม่พาไปหาหมอ มาสะอยู่ที่ญี่ปุ่นลุ้นมาก นึกว่าหมอจะอัลตราซาวด์ จะได้รู้เพศ โทรมาถามตลอด แต่ว่าหมอแค่ฟังเสียงหัวใจ บอกว่าเด็กๆแข็งแรงดีมาก เลยต้องรอลุ้นกันต่อไป อาทิตย์ที่ 17 นี้ น้ำหนักฉันพุ่งขึ้นเป็น 46 กก ตั้งแต่เกิดมา เพิ่งเคยหนักเท่านี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และทีท่าว่าจะพุ่งต่อไปๆ

อาทิตย์ 13&14

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พ่อโทรมาตอนเช้าบอกว่า น้าสาวและน้าเขยที่เป็นคนจู้จี้ละเอียดลออช่างติไฮโซ อยากมาเยี่ยมบ้านคืนนี้ ทำเอาฉันตกอกตกใจ รีบให้คนใช้จัดบ้าน เอาของรกๆไปแอบให้หมด ผักชีโรยหน้าราวกับจะมีหนังสือบ้านและสวนมาถ่ายไปลงปก พอได้เวลาฉันก็ลุ้นระทึก มาถึงน้าทั้งสองชมบ้านเราเปาะ ตั้งแต่รั้ว ข้างในก็ชมว่าออกแบบสวยมาก เข้ากันไปหมด สถาปนิกเก่ง ฉันงี้หน้าบาน ขอขอบคุณพี่อุ่นและหิ่งห้อยมากๆจ้ะ (เนื่องจากน้าช่างติ แน่นอนก็มีติฝีมือช่างก่อสร้างบ้าง แหมถ้าไม่ติเลยก็เสียชื่อหมดสิเนอะ)

หมู่นี้อ่านเจอว่าร้าน Krispy Kreme โดนัทอร่อยมาก ไปเปิดสาขาที่ญี่ปุ่น คนก็เข้าคิวซื้อกันตรึม มาสะถึงกับอยากซื้อเฟรนไชส์มาเปิดที่เมืองไทยบ้าง แล้วก็อ่านเจอว่าที่เมืองไทยมีโดนัทออกใหม่ชื่อ Daddy Dough เห็นว่าอร่อยมากระดับเดียวกัน ไว้อาทิตย์นี้ต้องไปลองกินให้ได้

อาทิตย์ 13

วันที่ 31 ธันวา เป็นวันที่คนญี่ปุ่นมีธรรมเนียมต้องไปกินโซบะ เพื่อเป็นเคล็ดว่าอายุจะได้ยืนยาวไปอีกเหมือนเส้นโซบะ พวกเราก็ชวนพ่อแม่ไปกินที่ร้านอิชชิน ร้านขายโซบะที่อยู่หลังเอ็มโพเรียม คนญี่ปุ่นมากันแน่นร้าน พ่อฉันชอบกินร้านนี้มาก ที่จริงชวนพ่อกับแม่ไปกินทุกปีเลยตั้งแต่กลับมาจากญี่ปุ่น ไม่ได้แอบแฝงนะแต่แม่เลี้ยงตลอด :P

ไปเดอะมอลล์บางกะปิ พามาสะไปซื้อเสื้อทำงานยี่ห้อโปรดของพี่แก โชคดีเค้าลดราคา 40% ซื้อเสื้อให้มาสะเสร็จกะว่าจะเดินข้ามฝั่งไปซื้อการ์ตูน โนะดาเมะ ปรากฎว่าระหว่างทาง ฉันเห็นเดรสที่นำมาเป็นชุดคลุมท้องได้ เลยซื้อมา 4 ตัว โชคดีจริงๆที่ตอนนี้เค้าฮิตเดรสสไตล์พองๆ เลยไม่ต้องไปซื้อชุดคลุมท้องที่ไม่น่ารักและราคาแพง ซื้อเดรสสีสันมาสองตัว และ สีดำมาสองตัว (ต่อมาพบว่าเดรสดำมีประโยชน์มาก เพราะข้าราชการเค้าบังคับให้แต่งชุดดำ เลยได้ใส่คุ้ม)

วันที่ 1 มกราคม
มาสะสั่งให้พัก ห้ามไปเที่ยว เพราะเมื่อวาน ช๊อปปิ้งทั้งวันซะเหนื่อย ตกเย็นพ่อกับแม่มาชวนไปกิน MK ที่บิ๊กซีแถวบ้าน

วันที่ 2 มกราคม
กินข้าวเช้าแล้วไปเดินเซ็นทรัลบางนา ฉันรู้สึกหิวน้ำมากตอนไปถึง แต่ไม่ได้ซื้อกินทันที เพราะมัวแต่ช๊อปปิ้งเข็มขัดให้มาสะเพลิน พอเสร็จแล้วถึงไปกินซิสเลอร์ ฉันอาการแย่ทันที เหนื่อยและปวดหัวมาก คงเป็นเพราะขาดน้ำและน้ำตาล (ไปกินซิสเลอร์เจอเด็กป๋าต้นด้วย น้องเค้าเอาน้ำมาให้กินฟรีอีกแล้ว) เดินซื้อของต่อไม่สนุกเลย กลับมาบ้านต้องกินพาราอีก 1 เม็ด ไม่อยากกินเลย แต่ว่าปวดหัวเหลือเกิน

อาทิตย์ 14
เสาร์ที่ 12 มกรา ไปกินอาหารอิตาลีที่ร้านดูรีโอ เป็นเซ็ทอาหารกลางวัน แบบว่าเลือกได้สามอย่าง เช่น สลัด พาสต้า หรือ พิซซ่า และขนม ปริมาณที่เค้าให้มามหาศาลมากพิซซ่าก็ถาดใหญ่แบบกินได้สามคนทำนองนี้ อาหารที่นี่ก็อร่อยเหมือนร้านอิตาลี่อื่นๆ แต่ที่สำคัญขนมพันนาคอตตาที่เป็นเหมือนพุดดิ้งที่ทำด้วยครีมชีสของที่นี่อร่อยมาก ยังไม่เคยกินที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่เลย

หลังจากกินจนพุงกางซะขนาดนั้น ก็ไปหาหมอ ชั่งน้ำหนักได้ 43 กิโล ตรวจเลือด หมอบอกว่าฉันไม่เป็น HIV ไม่เป็นไวรัสตับและกามโรค หมอบอกว่าถ้าเป็นก็ตัวใครตัวมันนะยะ (หมอฉันเป็นพวกนะยะ แบบว่าฉันหาหมอมาจะเป็นสิบปีแล้ว สนิทสนมกันระดับนึง) หมอไม่ได้อัลตราซาวด์คราวนี้ใช้ฟังเสียงหัวใจเอา หมอบอกว่าแข็งแรงดีมากทั้งสองคน

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551

อาทิตย์ 12

เมื่อวานมาสะใช้คอมเครื่องนี้เล่นเน็ต เสร็จแล้วทำหน้าตาตื่นเต้นตกใจเรียกฉันมาดู
"นี่ๆมาดูเว็บนี้สิ ตั้งชื่อเว็บว่าฟุตาโกะมาม่า แล้วเขียนเป็นภาษาไทยด้วยอ่ะ" อะไรทำนองนี้
ฉัน"ทำไมอ่ะ สะกดอะไรผิดเหรอ" งงๆ
มาสะ "เปล่าๆ มันสุดยอดเลยเนอะ สงสัยคนไทยเขียน"
ฉัน "เธอจะบ้าเหรอ นี่มันไดอารี่ใหม่ฉันเอง"
สรุปว่าไดนี้แปลว่าแม่ลูกแฝดค่ะ

วันนี้ต้องเขียนเปเปอร์ เลยได้ฤกษ์อัพไดพอดี พอจะต้องทำงาน ทำไมสมาธิฉันมันสั้นเหลือเกิน อยากจะทำแต่อย่างอื่นไม่อยากทำงาน :p อู้ก่อนดีกว่า

อาทิตย์ที่ 12
จันทร์ที่ 24 ธค
มาสะมารับไปเลี้ยงข้าวเธอราพิสต์ที่ร้าน ที่ MK ใน BigC แถวนั้น ให้ของขวัญและโบนัสพวกเค้าด้วย ฉันรู้สึกมีแพ้ท้องเล็กน้อย มีเธอราพิสต์คนนึงท้องใกล้คลอดไปด้วย แต่ไปมาฉันกับมาสะกินกันมากกว่าคนที่เราพาไปเลี้ยง คือแบบคะยั้นคะยอพวกเค้าแล้วนะ แต่เค้าบอกว่าอิ่มแล้วจริงๆ นี่ขนาดฉันแพ้ท้องกินไม่ค่อยลงนะเนี่ย
25 ธค
มีงานปีใหม่ที่ภาควิชาไปมหาลัยตอนเที่ยงกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว เค้าก็มีพัก แล้วมีงานต่อตอนเย็น ฉันก็อยู่จับฉลากถึงทุ่มนึงได้ มาสะมารับ
26ธค
เมื่อวานคงเหนื่อยมากหรือว่านอนผิดท่าไม่รู้ปวดหลัง ไปสปาแต่ว่าพี่เก๋ไม่ยอมนวดให้ บอกว่าคนท้องไม่ควรนวดจับเส้น แล้วก็บังคับให้มาสะพาไปซื้อชุดคลุมท้อง(หรือเค้าเรียกว่าชุดคนท้องหว่า) ที่เอ็มโพเรียม ได้กางเกงตัวละ 1,500 มาสองตัว เป็นกางเกงยีนส์(ขนาดลดราคาแล้ว) กับกางเกงผ้าร่มสามส่วน แบบก็น่ารักดี ฉันหาซื้อกางเกงคนท้องที่ห้างอื่นไม่ได้เลย อย่างที่เซ็นทรัลบางนา กางเกงตัวใหญ่มากใส่แล้วโคตรป้า คนที่ตัวเล็กเวลาท้องนี่ลำบากหาชุด คงต้องรอเด็กเจเนเรชั่นใหม่ที่มันผอมกันหนังหุ้มกระดูกท้องก่อน คงจะมีเสื้อผ้าคนท้องตัวเล็กๆออกมา

คนขายพยายามขายฉันมาก เอากางเกงยีนส์พองๆตรงสะโพกทรงประมาณเบ็กกี้ที่เป็นลายทางประมาณว่าสีซีดสลับเข้มเป็นทางๆมานำเสนอ ปกติมาสะผู้ไม่เคยมีความเห็นเรื่องเสื้อผ้า ถึงกับส่ายหน้า บอกฉันว่า เหมือนกางเกงที่โอชินใส่เวลาทำนาเลย โห พี่แกคิดไปได้ แต่เหมือนจริงๆเลยว่ะ

สรุปว่าเสื้อผ้าคนท้องแทบไม่มีน่ารักเลย ขนาดว่าที่เอ็มโพเรียมดูใช้ได้สุดแล้ว ยังมีชุดไว้ให้โอชินใส่ทำนาเลย ส่วนสนนราคาก็แพงหูฉี่ ไม่น่าซื้อเอาเลย

29 ธค
ไปหาหมออรรณพ อัลตราซาวด์ครั้งสุดท้าย หมอบอกว่าลูกฉันโตมาก เหมือนเด็ก 13 อาทิตย์ ฉันว่าหมอสับสนเพราะว่าตอนนี้ก็น่าจะ 13 อาทิตย์พอดี ลูกตัวยาวได้ 7.0 กับ 6.7 เซ็นต์ คราวนี้ฉันกับมาสะไม่เห็นลูกดิ้น แต่คุณหมอบอกว่าดิ้น เพียงแต่เค้าตัวใหญ่ เลยมองไม่เห็นดุ๊กดิ๊กเหมือนครั้งก่อนแล้ว หมอบอกว่าเด็กๆแข็งแรงดี ฉันก็ไม่ต้องฉีดยาบำรุงอีกแล้ว ไปกินกลางวันอาหารญี่ปุ่นกันที่ อิซากายะ แปลว่าร้านขายเหล้า คือ จะขายเหล้าและกับแกล้ม ส่วนมากจะเปิดตอนกลางคืน อยู่ที่สุขุมวิทย์ จำชื่อร้านไม่ได้แล้วอ่ะ น่าจะโทระยะ ไปกินชุดอาหารกลางวัน ถูกมาก คนละ100เอง ฉันกินปลา ซาวะละ ย่าง แล้วก็ไปซื้อสตรอเบอรี่ชี้สเค็กทั้งปอนด์ที่โรงแรมเอราวัณไปงานปีใหม่ที่บ้านน้าแดง แต่ไม่มีคนชอบกินเค้กของฉันเลย คือเค้กที่เอราวัณจะไม่หวานไง พอดีน้องแอมซื้อเค้กร้านค๊อฟฟี่บีน มาด้วย เลยมีแต่คนชอบของแอมเพราะว่าหวาน ส่วนคนที่ชอบเค้กฉันก็มีแต่ฉัน มาสะ และ พ่อ แม่

เล่นไพ่กันสนุกมาก เลิกเที่ยงคืนได้ ตีรถจากฝั่งธนบ้านน้าแดงกลับมานอนก็ดึกมาก แต่ดันนอนไม่หลับเลย มาสะบอกว่าฉัน excited มากไปที่ได้เจอญาติ เพราะไม่ค่อยได้ออกไปไหนตั้งแต่ท้อง

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551

อาทิตย์ที่ 10 & 11

อาทิตย์ที่ 10 ยังแพ้ท้องอยู่

10 ธค
อาทิตย์นี้ยังแพ้ท้องมากอยู่ อยากกินอะไรเปรี้ยวๆ อย่างก๋วยเตี๋ยวใส่มะนาว กินอะไรก็ไม่ค่อยลง
มีอยู่วันนึง แม่อุตส่าห์ซื้อขนมจีนน้ำพริกที่ฉันชอบมาให้กินมื้อเย็น ก็กินไม่ลงเลย นอกจากนั้น วันต่อมาไม่ว่าแม่ซื้ออะไรมาให้ก็กินไม่ลงเหมือนกัน

14ธค
วันนี้น้องอังโทรมาชวนไปงานเลี้ยงห้อง ฉันบอกว่าคงไปไม่ไหวเพราะท้องอยู่ จริงๆไม่อยากบอกใครจนครบสามเดือนก่อน แต่ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง แล้วก็คุยกับเก๋แอมเวย์ แล้วรู้สึกว่าอากาศร้อนมาก พอคุยเสร็จปวดหัวตึบแบบไมเกรน ปวดตั้งแต่บ่ายสาม ตอนเย็นแม่ซื้อข้าวมาให้ก็กินไม่ได้เลย กินลอดช่องแทน มาสะกลับบ้านมา 3 ทุ่มกว่า ฉันปวดหัวมาก นอนไม่หลับ(คือช่วงนี้จะง่วงนอนเร็วมาก) เอากระเป๋าน้ำแข็งมาหนุนนอนก็ไม่หาย นอนไม่หลับทรมานมาก แต่คิดว่าจะอดทนไม่กินยาเพื่อลูก ซักตี4ไม่ไหวแล้วปวดหัวจนร้องไห้ บอกมาสะว่าจะกินพารา มาสะเอามาให้กิน 1 เม็ด ฉันนอนดูลมหายใจเข้าออกทีเดียวเสร็จ หลับไปเลย
สรุปว่า กว่าจะได้หลับทรมานมากปลุกมาสะตลอด 1 ปลุกว่าไปนอนข้างบนดีกว่า เพราะตั้งแต่ท้องนอนข้างล่างตลอดไม่อยากขึ้นบันได แต่นอนไม่ค่อยหลับสบายเหมือนนอนข้างบน เลยกะว่าไปนอนข้างบนเผื่อหายปวดหัว 2 ปลุกหิวให้ไปเอานมมาให้กินหน่อย 3 ปลุกหิวให้ไปเอาขนมปังมาให้กินหน่อย 4 ปลุกให้ไปเอาพารา
เป็นพ่อแม่คนต้องอดทนจริงหนอ

16 ธค วันเสาร์
ไปฉีดยาบำรุงที่คลินิค มาสะพาไปกินกลางวันที่ร้าน なんじゃもんじゃ(นันจะม่อนจะ) เป็นร้านขายโอโคโนมิยากิ (หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าพิซซ่าญี่ปุ่น) แบบกะทะร้อนให้ทำเองเหมือนที่ญี่ปุ่น ที่พี่แกพาไป เพราะว่าในหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นมีโฆษณาว่ามีส่วนลด ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งภายในเดือนนี้นั่นเอง (ของอย่างนี้ พี่แกไม่มีพลาด) ฉันซึ่งอยู่ในโหมดแพ้ท้อง คิดว่ายังไงก็คงกินไม่ค่อยลง เลยคิดว่าจะกินม่อนจะ ม่อนจะเป็นอาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง คล้ายๆกับโอโคโนมิยากิ เครื่องน่าจะเหมือนกัน ต่างกันตรงเท็กเจอร์ ประมาณว่าม่อนจะ จะออกแนวเละๆเหนียวๆคล้ายๆออส่วน หรือหอยทอดแป้งท้าวยายม่อมของเก๋ ตอนอยู่ญี่ปุ่น ฉันกินแล้วไม่ประทับใจ เพราะเวลากินต้องเอาตะหลิวอันเล็กกินทีละคำเล็กๆกินหมดแล้ว เหมือนไม่มีอะไรลงกระเพาะ เคยไปกินทีสองทีก็ไม่กินอีกเลย

คราวนี้เลยกะว่าแพ้ท้องกินไม่ค่อยลง คงกินม่อนจะได้เพราะกินก็เหมือนไม่ได้กิน ปรากฏว่าสั่งม่อนจะรสกิมจิมากิน ออกเปรี้ยวๆ กินไปครึ่งนึง แล้วตบด้วยโอโคโนมิยากิอีกครึ่งอัน มาสะสั่งยากิโซบะมาอีก ฉันก็กินได้อีกครึ่งนึง อาการแพ้ท้องกินไม่ลงของฉันมันหายไปเลยอ่ะ

กลับมาบ้านตอนบ่ายหิวอีกฟาดเชอรี่ต่อ ข้าวเย็นก็กินได้ดี รู้สึกว่าอาการแพ้ท้องจะหายไปแล้ว ไชโย เพราะม่อนจะแน่ๆเลยช่วยชีวิต

อาทิตย์ 11 หายแพ้ท้องแล้ว

ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว คุณหมอสั่งให้กินไข่วันละ 2 ฟอง ถ้าแพ้ท้องกินอะไรไม่ได้ แต่เนื่องจากอาการแพ้ท้องดีขึ้นมากแทบจะหายแล้ว ฉันกินได้ เลยทำไข่ลวกกินวันละฟองทุกเช้า ไอ้อาการแพ้ท้องเนี่ยทำให้คนกินได้กินดีอย่างฉันมีอาการเหมือนเป็นคนป่วยฉันเกลียดมันจริงๆ ดีนะที่หายเร็ว ปิเคยขู่ว่า บางคนแพ้ท้องไปจนคลอดก็มี ทำเอาฉันหนาว

ช่วงนี้มีอาการตึงเกร็งมดลูกมากๆ กินข้าวเสร็จรู้สึกตึงพุงมาก ลูกๆคงเติบโตดี

วันเสาร์ที่ 22 ธค
ไปฉีดยาบำรุงเข็มสุดท้าย ซื้อของขวัญปีใหม่ให้เธอราพิสที่ร้าน ไปเดินที่เดอะมอลบางกะปิเหนื่อยมากๆ ไม่สามารถช๊อปได้เหมือนปกติเลย เดินๆไปเดี๋ยวก็เหนื่อยต้องนั่งพัก ได้แต่ระลึกว่าเราคนท้องนี่นะ ดีแต่หายแพ้ท้องแล้ว กลัวด้วย ไม่กล้าเดินมาก เพราะอ้วนเพื่อนฉัน เล่าให้ฟังว่าเค้าแท้งลูกเพราะไปเดินซื้อของตอนท้องได้ สี่ห้าเดือนอ่ะ ฟังแล้วหนาวมาก ได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่มันจะเป็นระยะปลอดภัยกันนะ ไหนใครๆบอกว่าครบสามเดือนก็ปลอดภัยแล้วไง เฮ้อ

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

เปิดบ้านใหม่

ทดลองเปิดบ้านใหม่